Chudharatanabhorn Building : Art of Music


อาคารจุฑารัตนาภรณ์ : ดุริยศิลป์

แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์



อาคารจุฑารัตนาภรณ์ เป็นตำหนักที่มีลักษณะเป็น 2 ชั้น เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี ปัจจุบันได้อนุรักษ์ตำหนักให้อยู่ในสภาพเดิม จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับดุริยศิลปส่วนหนึ่งของแหล่งการเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์ ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียและบอร์ดนิทรรศการในแง่มุมต่างๆ อาทิ พัฒนาการดนตรีไทย การอุปถัมภ์ดนตรีของราชสำนัก ดนตรีในสวนสุนันทา ตลอดจนพระประวัติขององค์เจ้าของตำหนัก โดยในส่วนของจัดแสดงแต่ละห้อง ดังนี้


ห้องพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดามรกฎ (สกุลเดิม เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันอังคาร ที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๕ มีพระอนุชาร่วมพระมารดา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

ในด้านพระปรีชาสามารถ ทรงมีความเชี่ยวชาญในทางกวีนิพนธ์ จนเป็นที่ยกย่องในแวดวงวรรณกรรม ดังความที่ปรากฏในบทร้องพระนิพนธ์ เมื่อเสด็จเมืองเพชรบุรี ซึ่งทรงพรรณนาความงามของธรรมชาติได้อย่างไพเราะงดงาม และทรงเลือกสรรคำมาเล่าเรื่องด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จมาประทับในสวนสุนันทา จนกระทั่งประชวรพระโรคพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) และพระวักกะ (ไต) มาเป็นเวลานาน ได้สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักที่ประทับในสวนสุนันทา เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓


ห้องดุริยบรรเลง


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ทรงมีความสนพระทัยด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ชาววังว่าทรงจะเข้ได้เป็นเลิศ สมัยเมื่อเสด็จประทับในสวนสุนันทา จึงโปรดให้พระประยูรญาติและข้าหลวงฝึกหัดจนสามารถรวมเป็นวงเครื่องสายหญิงล้วนขึ้น โดยมีครูคนสำคัญ คือ เจ้าเทพกัญญา ณ เชียงใหม่ และนักดนตรีหลายท่าน เช่น คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ บรรเลงไวโอลินและซอด้วง คุณบุญผ่อง เล่นซอสามสาย คุณแส เล่นซออู้ คุณแสงแข เล่นซอด้วง คุณแสงไขและคุณเฉลิม บุนนาค เป็นคนเป่าขลุ่ย

วงเครื่องสายนี้ มักบรรเลงภายในตำหนัก หรือส่งไปช่วยงานตามตำหนักต่างๆ ในงานวันประสูติ จัดว่าเป็นวงเครื่องสายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดวงหนึ่งในสวนสุนันทา ซึ่งได้สร้างความสำราญภายในสวนสุนันทาระยะหนึ่ง ก่อนจะเลิกล้มไปเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕


ห้องดุริยพัฒนาการ



ดนตรี นับเป็นสุนทรียศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งมีพัฒนาการสืบเนื่องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน มีการมีผสมผสานทางวัฒนธรรมมาทุกยุคสมัย จนเกิดเป็นดนตรีไทยอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

ปฐมบทดนตรีรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ – พ.ศ. ๒๓๕๒)
สมัยรัชกาลที่ ๑ ยุคแห่งการฟื้นฟูงานศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ราษฎร มีพระราชดำริให้รวบรวมแปลและชำระวรรณคดีสำคัญเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนา รวมทั้งรวบรวมและฟื้นฟูทำนองเพลงเพื่อประกอบบทละคร เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ข้าราชสำนักผู้รังสรรค์บทมโหรีเรื่อง “กากี” อันเลื่องลือ

เรืองรองดนตรีการณ์ (พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ. ๒๓๖๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นสมัยที่ ซอสามสายพัฒนารูปลักษณ์อย่างประณีตงดงามด้วยทรงโปรด สุดตรึงใจในพระราชนิพนธ์บุหลันลอยเลื่อน เริ่มแรกเสภาขับรับปี่พาทย์ ละครในเฟื้องฟู เจ้าจอมมารดาศิลาต้นแบบคีตศิลป์ราชสำนักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบทอดต่อมา

ขจรขจายเสียงบรรเลง (พ.ศ. ๒๓๖๗ – พ.ศ. ๒๓๙๔)
ในรัชกาลที่ ๓ ประกาศยกเลิกกรมละครหลวง พระราชวงศ์หลายพระองค์ทรงอุปถัมภ์เลี้ยงดูดุริยะและคีตศิลปินเพื่อการประกวดประชันกัน จึงเกิดการสร้างสรรค์และพลิกแพลงทางเพลงและวงดนตรีรูปแบบใหม่ๆขึ้น กำเนิดครูมีแขก ครูคนสำคัญขึ้นในสมัยนี้

แรกรับวัฒนธรรมดนตรี (พ.ศ. ๒๓๙๔ - พ.ศ. ๒๔๑๑)
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงประกาศยกเลิกพระราชกำหนด“ห้ามมิให้ผู้อื่นมีละครผู้หญิงนอกจากวังหลวง” ทำให้การดนตรีและละครเฟื่องฟูในหมู่วังต่าง ๆ และข้าราชสำนัก โดยเฉพาะในวังพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโปรดดนตรีปี่พาทย์และการแอ่วลาวเป่าแคนเกดวงแคนหมู่เป็นที่นิยมแพร่หลายในสมัยนี้ วงปี่พาทย์พัฒนาเป็นวงเครื่องใหญ่ ใส่เครื่องดนตรีเสียงหง่างเหง่งอย่างเพลงฝรั่ง

ผสมผสานดนตรีสมัย (พ.ศ. ๒๔๑๑ - พ.ศ. ๒๔๕๓)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จประพาสยุโรป เพื่อพัฒนาประเทศให้ศิวิไลซ์ทัดเทียมชาติตะวันตก เกิดละครดึกดำบรรพ์ได้แบบอย่างจากโอเปร่า พัฒนาวงปี่พาทย์ให้สุ่มเสียงทุ้มนุ่มลึกตามแนวคิดแบบตะวันตก ในปลายรัชสมัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง เงาะป่า ซึ่งงดงามด้วยวรรณศิลป์และคีตศิลป์

รุ่งโรจน์ดนตรีแห่งราชสำนัก (พ.ศ. ๒๔๕๓ – พ.ศ. ๒๔๖๘)
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ การดนตรีและการละครเฟื่องฟูด้วยทรงโปรด ทรงพระราชนิพนธ์บทละครร้องและละครสังคีตจำนวนมาก ข้าราชการฝ่ายการมหรสพพระราชทานขั้นถึงชั้นพระยา ดนตรีไทยแพร่หลายถึงวังของเจ้านาย เรือนขุนนาง และบ้านของคหบดี มีไว้ประกวดประชันกัน กำเนิดวงเครื่องสายผสมเสียงจากต่างชาติ

รอยต่อความเปลี่ยนแปลงทางดนตรี (พ.ศ. ๒๔๖๘ – พ.ศ. ๒๔๗๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงสำคัญ ๓ เพลง โปรดให้ฟื้นฟูบทมโหรีปี่พาทย์ ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ราชบัณฑิตยสถาน นำโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกเพลงไทยด้วยโน้ตเพลงดนตรีสากล และบันทึกแผ่นเสียงเพลงไทย เกิดวิทยุกระจายเสียง มีผู้ประพันธ์เพลงเถาใหม่ๆออกอากาศวิทยุกันอวดกันมากมาย

ดนตรีไทยสมัยประชาธิปไตย (พ.ศ. ๒๔๗๗ – พ.ศ. ๒๔๘๙)
นโยบายรัฐนิยมในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม กำหนดให้นักดนตรีไทยต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนักดนตรี ทำให้การดนตรีไทยในหมู่ราษฎรซบเซาลงเป็นอันมาก แต่ขณะเดียวกันได้มีการก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทั้งด้านดนตรีไทยและนาฏศิลป์ให้เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนด 



ห้องดุริยศิลป์แห่งราชสำนัก



ดนตรีในราชสำนัก ศาสตร์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยความชำนาญในการบรรเลงเพลงให้สง่างาม เพื่อสะท้อนความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างการแสดงโขน ละครใน และละครดึกดำบรรพ์

ดนตรีในพระราชพิธี
ดนตรีในพระราชพิธี เปรียบเสมือนเสียงสื่อกลางด้านจิตใจระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ผ่านพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งพระพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติเป็นพระราชกรณียกิจสืบมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจวบจนถึงปัจจุบัน อาจจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ เครื่องประโคม และเครื่องบรรเลง

ดนตรีอุปถัมภ์
การอุปถัมภ์ดนตรีจากราชสำนักและพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นยุคหนึ่งที่ดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองมาก ก่อให้เกิดความนิยมในการมีวงดนตรีไทยเพื่อประกวดประขันกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสาะแสวงหานักดนตรี ผู้มีฝีมือเข้ามาร่วมวง ทั้งยังก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีที่หลากหลายและสวยงาม

ในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องไปถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การอุปถัมภ์ดังกล่าวมักปรากฏอยู่ตามวังของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าเป็นหลัก เช่น วงวังหน้าในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีครูคนประจำวงคือ พระประดิษฐ์ไพเราะ (มีดุริยางกูร หรือ ครูมีแขก) วงวังหลวง ในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร มีครูคนสำคัญคือ ครูช้อย สุนทรวาทิน ฯลฯ

การดนตรีเฟื่องฟูสืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทำนุบำรุงและส่งเสริมการดนตรีไทยให้เจริญรุ่งเรืองสูงสุด วงดนตรีที่มีความสามารถในยุคสมัยนั้น ได้แก่ วงวังบางขุนพรหม ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มีจางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นครูคนสำคัญ วงวังบูรพาภิรมย์ ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่ได้ครูประจำวังอย่างพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาช่วยคุมวง วงเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) มีพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ฯลฯ การประชันดนตรีทำให้เกิดการศึกษาหาความรู้สืบทอดส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน


ห้องดุริยศิลป์สวนสุนันทา



การดนตรีเป็นสิ่งที่เจ้านายฝ่ายในให้ความสนพระทัยมาตั้งแต่สมัยประทับในพระบรมมหาราชวัง เมื่อย้ายมาประทับในสวนสุนันทา วงดนตรีบางส่วนได้ติดตามออกมาด้วย และก็ปรากฏว่ามีการรวมวงขึ้นใหม่อีกครั้ง เช่น

วงดนตรีในพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
พระวิมาดาเธอฯ ทรงสนับสนุนให้บรรดาข้าหลวงทั้งที่เป็นพระญาติและข้าหลวงฝึกหัดการดนตรี โดยเชิญครูผู้มีฝีมือเข้ามาสอนในเวลากลางวัน โดยมีนักร้องคนสำคัญ คือ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ ๕

วงอังกะลุงหญิงในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี
เสด็จพระองค์เจ้าจุฑา โปรดการดนตรี ขับร้องและละคร ทรงตั้งวงอังกะลุงหญิงล้วน ในสวนสุนันทา อังกะลุงนั้นถือเป็นของเกิดใหม่หลังจากสมเด็จวังบูรพา เจ้าฟ้าพระยาภานุพันธ์ วงศ์วรเดช หลังกลับจากเสด็จประพาสชวาพร้อมหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ทรงสั่งเครื่องดนตรี “อุงคะลุง” ของชวามาปรับเสียงเล่นเป็นวง บรรเลงครั้งแรกในงานกฐินหลวง ณ วัดราชาธิวาส

วงดนตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา
เสด็จพระองค์อาทรฯ ทรงมีความสามารถในทางดนตรี สมัยเมื่อเสด็จมาประทับในสวนสุนันทาทรงจัดตั้งวงเครื่องสายผสมขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีไทยกับดนตรีสากล โดยฝึกหัดข้าหลวงจนสามารถออกเล่นในงานต่างๆ ได้