อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์
แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์

อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ เป็นตำหนักที่มีลักษณะเป็น 2 ชั้น เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ปัจจุบันตั้งอยู่ในภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยสำนักศิลปะและวัฒธรรมได้มีหน้าที่ในการดูแลและอนุรักษ์ตำหนักให้อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทัศนศิลป์ ส่วนหนึ่งของแหล่งการเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์ ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียและบอร์ดนิทรรศการในแง่มุมต่างๆ โดยแต่ละห้องจะเป็นการจัดแสดงและนิทรศศการเกี่ยวกับทัศนศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับสวนสุนันทา อาทิ พัฒนาการศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ การถ่ายภาพของไทย สถาปัตยกรรมแห่งราชสำนักฝ่ายใน งานศิลป์ชาววัง พัสตราภรณ์ ตลอดจนพระประวัติขององค์เจ้าของตำหนัก โดยในส่วนของจัดแสดงแต่ละห้อง ดังนี้
ห้องพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา
เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม (สกุลเดิม ไกรฤษ์)
ประสูติเมื่อวันประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๒
มีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา คือ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี
ในสมัยรัชกาลที่
๖ ได้เสด็จมาประทับในสวนสุนันทา
ด้วยความสนพระทัยในทางดนตรีและนาฏศิลป์จึงได้จัดตั้งวงเครื่องสายผสมและคณะละครขึ้นในตำหนักที่ประทับ
นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในบริเวณใต้ถุนตำหนัก
สำหรับเป็นที่เล่าเรียนของพระญาติและข้าหลวงในพระองค์อีกด้วย
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. ๒๔๗๕
จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับที่
ตำหนักทิพย์ ถนนราชวิถี
ในระยะหลังประชวรพระโรคพระวักกะพิการ
กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม
พ.ศ. ๒๕๐๑
ห้องทัศนาพัสตราภรณ์

แม้ราชสำนักฝ่ายในจะมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมตะวันตก
นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา
แต่ในอีกด้านหนึ่งยังคงอยู่ในจารีตประเพณีอันเคร่งครัด
เช่น การแต่งกายแบบขัตติยนารี
การแต่งกายสีประจำวัน
และการแต่งกายไว้ทุกข์
ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
การแต่งกายของราชสำนักฝ่ายใน
เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มตัว
ซึ่งการแต่งกายมิใช้เฉพาะออกงานหรือถ่ายรูปเท่านั้น
แต่เป็นการปรับให้เข้ากับการดำรงชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะการหันมานุ่งซิ่นแทนโจงกระเบน
ตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๖
การสวมเสื้อไม่มีแขน
และการนุ่งกระโปรงในสมัยรัชกาลที่ ๗
กลายเป็นต้นแบบของการแต่งกายสตรีในยุคนั้น
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายของสตรีในราชสำนักเป็นภาพสะท้อนให้เห็นการผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ที่แสดงให้เห็นบทบาทของสตรีที่เพิ่มมากขึ้น
ฉะนั้นการเลือกสรรเครื่องแต่งกาย
จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพื่อให้นานาประเทศเห็น
“ความศิวิไลซ์”
ทัศนาสถาปัตยกรรมฝ่ายใน

เขตพระราชฐานชั้นใน
เดิมเคยเป็นที่ประทับของ พระมเหสี
พระราชธิดา ตลอดจน
พระสนมกำนัลในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่าง ๆ
ในสมัยรัชกาลที่ ๕
เนื่องจากมีเจ้านายฝ่ายในเป็นจำนวนมาก
จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ปรับเปลี่ยนตำหนักที่ประทับเดิม
โดยทรงนำแบบอย่างงานศิลป์ของตะวันตก
มาปรับใช้
รูปแบบสถาปัตยกรรมจึงแปรผันไปตามภูมิหลังของช่างเหล่านั้นด้วย
พระราชฐานชั้นใน
พระบรมมหาราชวัง เดิมเป็นหมู่ตำหนักไม้
ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑
กระทั่งได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่
๕
โดยเปลี่ยนเป็นตำหนักปูนอย่างทีปรากฏในปัจจุบัน
พระราชฐานชั้นใน
พระราชวังดุสิต สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕
เพื่อใช้เป็นที่ทรงสำราญพระราชอิริยาบถ
เนื่องจากภายในพระบรมหาราชวัง
หมู่พระที่นั่งบดบังทิศทางลม
โดยโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างหมู่ตำหนักและเรือนในพื้นที่ด้านตะวันตก
ตัดพื้นที่เป็นสวน มีคูคลองอันงดงาม
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียน
โดดเด่นด้วยลายไม้ฉลุแบบเรือนขนมปังขิง
พระราชฐานชั้นใน
สวนสุนันทา
เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของพระราชวังดุสิต
สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่เริ่มสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖
ประกอบด้วยตำหนักและเรือนขนาดต่างกัน
ตามแต่พระอิสริยยศและจำนวนผู้เสด็จมาประทับหรือพนัก
แบ่งเป็น ตำหนักขนาดใหญ่ ตำหนักขนาดกลาง
ตำหนักขนาดเล็ก และเรือนเจ้าจอม
ซึ่งมีการจัดการทางภูมิสถาปัตย์ที่งดงาม
และผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตกได้อย่างลงตัว
ห้องทัศนาภาพสะท้อนมองวิถี

การถ่ายภาพ
เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนได้ชัดเจนที่สุด
แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มเข้ามาตั้งแต่สมัยใด
สันนิษฐานว่า สังฆราชปาเลอกัว
เป็นผู้ที่นำวิชาถ่ายภาพเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคนแรกในสมัยรัชกาลที่
๓ ส่วนช่างภาพชาวไทยคนแรก คือ
พระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล)
นับแต่นั้นมาวิชาการถ่ายภาพก็ได้เริ่มแพร่หลายเข้าสู่เมืองไทย
กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
เพื่อพระราชทานให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน
เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา
การถ่ายภาพจึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง
ภายหลังก็ปรากฏว่ามีการเปิดร้านรับถ่ายรูปของชาวต่างชาติชื่อ
เอ.แซกเลอร์ และร้านของหลวงอัคนีนฤมิตร
(จิตร จิตราคนี)
นับเป็นร้านถ่ายรูปรุ่นแรกในเมืองไทย
ในสมัยรัชกาลที่
๕
ถือเป็นยุคหนึ่งที่วิชาการถ่ายรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ด้วยพระราชนิยมใน
“การเล่นกล้อง” ทรงศึกษา
ค้นคว้า
ทดลองในเรื่องเหล่านี้จนเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติได้ด้วยพระองค์เอง
ส่งผลให้เป็นกระแสความนิยมในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน
ซึ่งปรากฏว่าหลายพระองค์มีความรู้และชำนาญเป็นอย่างดี
เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ
และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา
มักทรงถ่ายรูปพระญาติและข้าหลวงเพื่อฝึกฝนอยู่เสมอ
เจ้าจอมเอิบ และเจ้าจอมเอื้อน
เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในทางเทคนิคการถ่ายรูปและสามารถล้างภาพได้ด้วยตนเอง
ห้องทัศนางานศิลป์ ในราชสำนักฝ่ายใน

ราชสำนักฝ่ายใน
ศูนย์กลางของวงสังคมสตรีชั้นสูง
อันเป็นแห่งอบรมบ่มเพาะของกุลสตรีให้มีความเจริญเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะและความสามารถในทุกด้าน
จึงเป็นที่นิยมของบรรดาพระราชวงศ์ ขุนนาง
ตลอดจนข้าราชการถวายบุตรหลานของตนเข้ามาอยู่ในสำนักต่าง
ๆ
ด้วยหมายมั่นว่าจะได้รับการอบรมให้มีเพียบพร้อมอย่างกุลสตรี
โดยเฉพาะงานประณีตศิลป์ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสุดยอดของงานฝีมือไทย
โดยแต่ละสำนักต่างมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปตามแต่ความถนัดขององค์เจ้าของสำนัก
เช่น
สำนักสมเด็จที่บน
หรือตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
พระบรมราชินีนาถ
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตำหนักนี้เป็นที่เลื่องลือด้านงานคิดประดิษฐ์เครื่องแขวนงานกรองดอกไม้แบบใหม่ๆทรงออกแบบ
เครื่องแขวน โคมระย้า
ซึ่งได้รับแนวคิดจากแชนเดอเรียในตะวันตก
สำนักท่านองค์เล็ก
หรือตำหนักพระอรรคชายาเธอ
พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
ถนัดในการปรุงอาหารคาวหวาน
ทรงเป็นผู้กำกับการห้องพระเครื่องต้นสำหรับถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด
นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ข้าหลวงหัดเย็กปักถัดร้อยและทำงานดอกไม้อีกด้วย
ตำหนักพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีความสามารถในด้านเครื่องหอม
โดยเฉพาะการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบไทย)
ถวายรัชกาลที่ ๕
จนเป็นที่เลื่องลือถึงกลิ่นอันรัญจวน
ทำให้เป็นที่นิยมของสาวชาววัง
ห้องทัศนศิลป์แห่งราชสำนัก

งานศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัย
นอกจากจะเป็นพระราชนิยมส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แล้ว
การติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการผสมผสานงานศิลป์ซึ่งผลงานศิลปกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม
เศรษฐกิจ ความเชื่อ วิถีชีวิต
และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี
สง่างามตามแบบไทย
(พ.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ.
๒๓๕๒)
ในสมัยรัชกาลที่ ๑
ทรงมีพระราชประสงค์ฟื้นฟูงานช่างและงานศิลปกรรมให้เหมือนกับเมื่อครั้ง
สมัยอยุธยา
ทรงรวบรวมช่างฝีมือจากหัวเมืองมารังสรรค์ก่อร่างสร้างราชธานีแห่งใหม่ด้วยเหตุนี้งานศิลป์ในยุคนี้จึงเป็นการสืบทอดฝีมือช่างจากสมัยอยุธยาหรือที่เรียกว่า
ศิลปะแบบไทยประเพณี
ยุคทองของงานศิลป์
(พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ.
๒๓๖๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๒
บ้านเมืองเป็นปรกติสุขปราศจากศึกสงครามถือเป็นโอกาสอันดีในการทำนุบำรุงและสร้างสรรค์งานศิลป์
ทั้งในด้านศิลปกรรม วรรณกรรม
ดนตรีและนาฏศิลป์
ทำให้รัชสมัยของพระองค์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น
“ยุคทอง”
แห่งงานศิลปะไทย
ผสานงานศิลป์จากแดนไกล
(พ.ศ. ๒๓๖๗ -พ.ศ.
๒๓๙๔)
ในสมัยรัชกาลที่ ๓
ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสยามกับจีน
ก่อให้เกิดการผสมผสานด้านศิลปวัฒนธรรม
ที่ถือเป็นพระราชนิยมใหม่ในราชสำนัก
ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมงานศิลปะจีนในหมู่ชนชั้นสูงดังเห็นได้จากการนำเข้าประติมากรรม
และเครื่องประกอบศิลป์แบบจีนอย่างแพร่หลายในศาสนสถาน
อันเป็นลักษณะเฉพาะ
แรกเริ่มเปิดรับตะวันตก
(พ.ศ. ๒๓๙๔- พ.ศ.
๒๔๑๑)
ในสมัยรัชกาลที่ ๔
งานศิลป์เริ่มเปิดรับแนวคิดจากตะวันตก
ดังเห็นได้จากรูปแบบการก่อสร้างของพระนครคีรี
อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกยุคแรกในเมืองไทย
ส่วนพุทธศิลป์ก็เริ่มปรากฏงานจิตรกรรมแบบแสดงปริมาตรใกล้ไกลของขรัวอินโข่งถือเป็นจุดเปลี่ยนแห่งการผสมผสานงานศิลป์
สยามศิวิไลซ์
(พ.ศ. ๒๔๑๑-พ.ศ. ๒๔๕๓)
ในสมัยรัชกาลที่
๕
ทรงมีพระราชประสงค์พัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
หนึ่งในพระราชกุศโลบายสำคัญคือการสร้างพระราชวังและสถานที่ราชการให้มีความสง่างามตามสมัย
จึงปรากฏงานศิลป์อย่างตะวันตกที่ผสมผสานเข้าวิถีชีวิตแบบไทย
ศิลปะไทยประยุกต์
(พ.ศ.๒๔๕๓ - พ.ศ.๒๔๖๘)
ในสมัยรัชกาลที่
๖งานศิลป์มีทั้งแบบตะวันตกและจารีประเพณี
ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นชาติไทยตามพระราชนิยม
ขณะเดียวกันก็ทรงอุปถัมภ์งานศิลปกรรมโดยการรวมเอางานประณีตศิลป์จากต่างหน่วยงาน
จัดตั้งเป็นกรมมหรสพ
(กรมศิลปากรในปัจจุบัน)
ตลอดจนจัดตั้งโรงเรียนเพาะช่าง
สถานศึกษาด้านศิลปะขึ้นเป็นครั้งแรก
เรียบง่าย
สไตล์โมเดิร์น (พ.ศ.๒๔๖๘ -
พ.ศ.๒๔๗๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๗
ถือเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง และสภาพสังคม
งานศิลป์ในยุคนี้จึงมีความเรียบงายที่เรียกว่า
โมเดิร์น
ซึ่งคำนึงถึงประโยชน์ใช้ส่วยเป็นหลัก
ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้งดงามตามเดิม
ศิลปะคณะราษฎร์(พ.ศ.
๒๔๗๗ - พ.ศ. ๒๔๘๙)
ในสมัยรัชกาลที่ 8
งานศิลป์ที่สร้างขึ้นในสมัยนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของ
“ความเสมอภาค”
จึงสืบทอดงานแบบโมเดิร์นมาเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าวเป็นศิลปะที่แฝงนัยทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลัก
คือ
สร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองระบอบใหม่
และ
สร้างอุดมการณ์ชาตินิยม
ร่วมสมัยไทยเดิม
(พ.ศ. ๒๔๙๘ -
ปัจจุบัน)
ศิลปกรรมตามแนวพระราชดำริในสมัยรัชกาลที่
๙
เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนางานศิลป์ด้วยการนำเอารูปแบบงานไทยประเพณีมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ
และปรับปรุงให้มีความทันสมัย
ทั้งในเรื่องของเทคนิค วัสดุ
ตลอดจนแนวคิดสร้างสรรค์แบบใหม่
ทำให้เกิดงานที่เรียกว่า
“ศิลปะไทยร่วมสมัย”
ห้องทัศนาการสืบสาน

การอุปถัมภ์จากราชสำนักผ่านการสร้างวัด
วัง
ทำให้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาช่างไทยในอดีต
จนเมื่อเปิดรับอิทธิพลชาติจากตะวันตก
จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านจิตกรรม
ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม
นับเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว
เกิดครูศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ที่รังสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้มากมาย
นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าจิตรเจริญ
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ทรงเชี่ยวชาญงานศิลป์ในทุกแขนง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลอย่ามากกับงานศิลป์ไทย
ได้ทรงปรับปรุงงานศิลป์ไทย
แล้วคลี่คลายรูปแบบทางศิลปะให้มีความเป็นสากล
จนทรงได้รับสมัญญานามว่า
“สมเด็จครู” และ
“นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม”
ช่างฝรั่งฝั่งสยาม
ชาวต่างชาติที่เข้ามาในยุคต้นรัตนโกสินทร์มีบทบาทในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา
จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕
ทรงจ้างช่างชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในกรมกองต่าง
ๆ
เพื่อปรับปรุงประเทศให้มีความสง่างามตามสมัยนิยม
เช่น ช่างชาวเยอรมัน ชาวอังกฤษ
และชาวอิตาเลียน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่องานศิลป์ในสมัยนี้