Home > News > Adorn Dibyanivasa Building : Visual Arts
Adorn Dibyanivasa Building : Visual Arts

ผู้ดูแลเว็บ สำนักศิลปวัฒนธรรม
2023-05-18 13:01:32

อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์

แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์




อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ เป็นตำหนักที่มีลักษณะเป็น 2 ชั้น  เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ปัจจุบันตั้งอยู่ในภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยสำนักศิลปะและวัฒธรรมได้มีหน้าที่ในการดูแลและอนุรักษ์ตำหนักให้อยู่ในสภาพเดิม   ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทัศนศิลป์ ส่วนหนึ่งของแหล่งการเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์ ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียและบอร์ดนิทรรศการในแง่มุมต่างๆ โดยแต่ละห้องจะเป็นการจัดแสดงและนิทรศศการเกี่ยวกับทัศนศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับสวนสุนันทา อาทิ  พัฒนาการศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ การถ่ายภาพของไทย สถาปัตยกรรมแห่งราชสำนักฝ่ายใน งานศิลป์ชาววัง พัสตราภรณ์ ตลอดจนพระประวัติขององค์เจ้าของตำหนัก โดยในส่วนของจัดแสดงแต่ละห้อง ดังนี้


ห้องพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา




พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม (สกุลเดิม ไกรฤษ์) ประสูติเมื่อวันประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๒ มีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จมาประทับในสวนสุนันทา ด้วยความสนพระทัยในทางดนตรีและนาฏศิลป์จึงได้จัดตั้งวงเครื่องสายผสมและคณะละครขึ้นในตำหนักที่ประทับ นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในบริเวณใต้ถุนตำหนัก สำหรับเป็นที่เล่าเรียนของพระญาติและข้าหลวงในพระองค์อีกด้วย

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับที่ ตำหนักทิพย์ ถนนราชวิถี ในระยะหลังประชวรพระโรคพระวักกะพิการ กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๑


ห้องทัศนาพัสตราภรณ์




แม้ราชสำนักฝ่ายในจะมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมตะวันตก นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา แต่ในอีกด้านหนึ่งยังคงอยู่ในจารีตประเพณีอันเคร่งครัด เช่น การแต่งกายแบบขัตติยนารี การแต่งกายสีประจำวัน และการแต่งกายไว้ทุกข์ ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

การแต่งกายของราชสำนักฝ่ายใน เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มตัว ซึ่งการแต่งกายมิใช้เฉพาะออกงานหรือถ่ายรูปเท่านั้น แต่เป็นการปรับให้เข้ากับการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการหันมานุ่งซิ่นแทนโจงกระเบน ตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๖ การสวมเสื้อไม่มีแขน และการนุ่งกระโปรงในสมัยรัชกาลที่ ๗ กลายเป็นต้นแบบของการแต่งกายสตรีในยุคนั้น

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายของสตรีในราชสำนักเป็นภาพสะท้อนให้เห็นการผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ที่แสดงให้เห็นบทบาทของสตรีที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นการเลือกสรรเครื่องแต่งกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพื่อให้นานาประเทศเห็น “ความศิวิไลซ์”


ทัศนาสถาปัตยกรรมฝ่ายใน




เขตพระราชฐานชั้นใน เดิมเคยเป็นที่ประทับของ พระมเหสี พระราชธิดา ตลอดจน พระสนมกำนัลในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากมีเจ้านายฝ่ายในเป็นจำนวนมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับเปลี่ยนตำหนักที่ประทับเดิม โดยทรงนำแบบอย่างงานศิลป์ของตะวันตก มาปรับใช้ รูปแบบสถาปัตยกรรมจึงแปรผันไปตามภูมิหลังของช่างเหล่านั้นด้วย

พระราชฐานชั้นใน พระบรมมหาราชวัง เดิมเป็นหมู่ตำหนักไม้ ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ กระทั่งได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเปลี่ยนเป็นตำหนักปูนอย่างทีปรากฏในปัจจุบัน

พระราชฐานชั้นใน พระราชวังดุสิต สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เพื่อใช้เป็นที่ทรงสำราญพระราชอิริยาบถ เนื่องจากภายในพระบรมหาราชวัง หมู่พระที่นั่งบดบังทิศทางลม โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่ตำหนักและเรือนในพื้นที่ด้านตะวันตก ตัดพื้นที่เป็นสวน มีคูคลองอันงดงาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียน โดดเด่นด้วยลายไม้ฉลุแบบเรือนขนมปังขิง

พระราชฐานชั้นใน สวนสุนันทา เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของพระราชวังดุสิต สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เริ่มสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ประกอบด้วยตำหนักและเรือนขนาดต่างกัน ตามแต่พระอิสริยยศและจำนวนผู้เสด็จมาประทับหรือพนัก แบ่งเป็น ตำหนักขนาดใหญ่ ตำหนักขนาดกลาง ตำหนักขนาดเล็ก และเรือนเจ้าจอม ซึ่งมีการจัดการทางภูมิสถาปัตย์ที่งดงาม และผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตกได้อย่างลงตัว 



ห้องทัศนาภาพสะท้อนมองวิถี



การถ่ายภาพ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนได้ชัดเจนที่สุด แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มเข้ามาตั้งแต่สมัยใด สันนิษฐานว่า สังฆราชปาเลอกัว เป็นผู้ที่นำวิชาถ่ายภาพเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคนแรกในสมัยรัชกาลที่ ๓ ส่วนช่างภาพชาวไทยคนแรก คือ พระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) นับแต่นั้นมาวิชาการถ่ายภาพก็ได้เริ่มแพร่หลายเข้าสู่เมืองไทย

กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เพื่อพระราชทานให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา การถ่ายภาพจึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ภายหลังก็ปรากฏว่ามีการเปิดร้านรับถ่ายรูปของชาวต่างชาติชื่อ เอ.แซกเลอร์ และร้านของหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) นับเป็นร้านถ่ายรูปรุ่นแรกในเมืองไทย

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นยุคหนึ่งที่วิชาการถ่ายรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยพระราชนิยมใน “การเล่นกล้อง” ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลองในเรื่องเหล่านี้จนเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติได้ด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้เป็นกระแสความนิยมในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ซึ่งปรากฏว่าหลายพระองค์มีความรู้และชำนาญเป็นอย่างดี เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา มักทรงถ่ายรูปพระญาติและข้าหลวงเพื่อฝึกฝนอยู่เสมอ เจ้าจอมเอิบ และเจ้าจอมเอื้อน เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในทางเทคนิคการถ่ายรูปและสามารถล้างภาพได้ด้วยตนเอง


ห้องทัศนางานศิลป์ ในราชสำนักฝ่ายใน



ราชสำนักฝ่ายใน ศูนย์กลางของวงสังคมสตรีชั้นสูง อันเป็นแห่งอบรมบ่มเพาะของกุลสตรีให้มีความเจริญเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะและความสามารถในทุกด้าน จึงเป็นที่นิยมของบรรดาพระราชวงศ์ ขุนนาง ตลอดจนข้าราชการถวายบุตรหลานของตนเข้ามาอยู่ในสำนักต่าง ๆ ด้วยหมายมั่นว่าจะได้รับการอบรมให้มีเพียบพร้อมอย่างกุลสตรี โดยเฉพาะงานประณีตศิลป์ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสุดยอดของงานฝีมือไทย โดยแต่ละสำนักต่างมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปตามแต่ความถนัดขององค์เจ้าของสำนัก เช่น

สำนักสมเด็จที่บน หรือตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำหนักนี้เป็นที่เลื่องลือด้านงานคิดประดิษฐ์เครื่องแขวนงานกรองดอกไม้แบบใหม่ๆทรงออกแบบ เครื่องแขวน โคมระย้า ซึ่งได้รับแนวคิดจากแชนเดอเรียในตะวันตก

สำนักท่านองค์เล็ก หรือตำหนักพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ถนัดในการปรุงอาหารคาวหวาน ทรงเป็นผู้กำกับการห้องพระเครื่องต้นสำหรับถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ข้าหลวงหัดเย็กปักถัดร้อยและทำงานดอกไม้อีกด้วย

ตำหนักพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสามารถในด้านเครื่องหอม โดยเฉพาะการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบไทย) ถวายรัชกาลที่ ๕ จนเป็นที่เลื่องลือถึงกลิ่นอันรัญจวน ทำให้เป็นที่นิยมของสาวชาววัง


ห้องทัศนศิลป์แห่งราชสำนัก



งานศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัย
นอกจากจะเป็นพระราชนิยมส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แล้ว การติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการผสมผสานงานศิลป์ซึ่งผลงานศิลปกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ ความเชื่อ วิถีชีวิต และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี

สง่างามตามแบบไทย (พ.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ. ๒๓๕๒)
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชประสงค์ฟื้นฟูงานช่างและงานศิลปกรรมให้เหมือนกับเมื่อครั้ง สมัยอยุธยา ทรงรวบรวมช่างฝีมือจากหัวเมืองมารังสรรค์ก่อร่างสร้างราชธานีแห่งใหม่ด้วยเหตุนี้งานศิลป์ในยุคนี้จึงเป็นการสืบทอดฝีมือช่างจากสมัยอยุธยาหรือที่เรียกว่า ศิลปะแบบไทยประเพณี

ยุคทองของงานศิลป์ (พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ. ๒๓๖๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ บ้านเมืองเป็นปรกติสุขปราศจากศึกสงครามถือเป็นโอกาสอันดีในการทำนุบำรุงและสร้างสรรค์งานศิลป์ ทั้งในด้านศิลปกรรม วรรณกรรม ดนตรีและนาฏศิลป์ ทำให้รัชสมัยของพระองค์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ยุคทอง” แห่งงานศิลปะไทย

ผสานงานศิลป์จากแดนไกล (พ.ศ. ๒๓๖๗ -พ.ศ. ๒๓๙๔)
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสยามกับจีน ก่อให้เกิดการผสมผสานด้านศิลปวัฒนธรรม ที่ถือเป็นพระราชนิยมใหม่ในราชสำนัก ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมงานศิลปะจีนในหมู่ชนชั้นสูงดังเห็นได้จากการนำเข้าประติมากรรม และเครื่องประกอบศิลป์แบบจีนอย่างแพร่หลายในศาสนสถาน อันเป็นลักษณะเฉพาะ

แรกเริ่มเปิดรับตะวันตก (พ.ศ. ๒๓๙๔- พ.ศ. ๒๔๑๑)
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ งานศิลป์เริ่มเปิดรับแนวคิดจากตะวันตก ดังเห็นได้จากรูปแบบการก่อสร้างของพระนครคีรี อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกยุคแรกในเมืองไทย ส่วนพุทธศิลป์ก็เริ่มปรากฏงานจิตรกรรมแบบแสดงปริมาตรใกล้ไกลของขรัวอินโข่งถือเป็นจุดเปลี่ยนแห่งการผสมผสานงานศิลป์

สยามศิวิไลซ์ (พ.ศ. ๒๔๑๑-พ.ศ. ๒๔๕๓)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชประสงค์พัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ หนึ่งในพระราชกุศโลบายสำคัญคือการสร้างพระราชวังและสถานที่ราชการให้มีความสง่างามตามสมัย จึงปรากฏงานศิลป์อย่างตะวันตกที่ผสมผสานเข้าวิถีชีวิตแบบไทย

ศิลปะไทยประยุกต์ (พ.ศ.๒๔๕๓ - พ.ศ.๒๔๖๘)
ในสมัยรัชกาลที่ ๖งานศิลป์มีทั้งแบบตะวันตกและจารีประเพณี ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นชาติไทยตามพระราชนิยม ขณะเดียวกันก็ทรงอุปถัมภ์งานศิลปกรรมโดยการรวมเอางานประณีตศิลป์จากต่างหน่วยงาน จัดตั้งเป็นกรมมหรสพ (กรมศิลปากรในปัจจุบัน) ตลอดจนจัดตั้งโรงเรียนเพาะช่าง สถานศึกษาด้านศิลปะขึ้นเป็นครั้งแรก

เรียบง่าย สไตล์โมเดิร์น (พ.ศ.๒๔๖๘ - พ.ศ.๒๔๗๗)
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ถือเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม งานศิลป์ในยุคนี้จึงมีความเรียบงายที่เรียกว่า โมเดิร์น ซึ่งคำนึงถึงประโยชน์ใช้ส่วยเป็นหลัก ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้งดงามตามเดิม

ศิลปะคณะราษฎร์(พ.ศ. ๒๔๗๗ - พ.ศ. ๒๔๘๙)
ในสมัยรัชกาลที่ 8 งานศิลป์ที่สร้างขึ้นในสมัยนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของ “ความเสมอภาค” จึงสืบทอดงานแบบโมเดิร์นมาเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าวเป็นศิลปะที่แฝงนัยทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองระบอบใหม่ และ สร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

ร่วมสมัยไทยเดิม (พ.ศ. ๒๔๙๘ - ปัจจุบัน)
ศิลปกรรมตามแนวพระราชดำริในสมัยรัชกาลที่ ๙ เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนางานศิลป์ด้วยการนำเอารูปแบบงานไทยประเพณีมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และปรับปรุงให้มีความทันสมัย ทั้งในเรื่องของเทคนิค วัสดุ ตลอดจนแนวคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ ทำให้เกิดงานที่เรียกว่า “ศิลปะไทยร่วมสมัย”


ห้องทัศนาการสืบสาน


การอุปถัมภ์จากราชสำนักผ่านการสร้างวัด วัง ทำให้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาช่างไทยในอดีต จนเมื่อเปิดรับอิทธิพลชาติจากตะวันตก จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านจิตกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม นับเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว เกิดครูศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้มากมาย

นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเชี่ยวชาญงานศิลป์ในทุกแขนง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลอย่ามากกับงานศิลป์ไทย ได้ทรงปรับปรุงงานศิลป์ไทย แล้วคลี่คลายรูปแบบทางศิลปะให้มีความเป็นสากล จนทรงได้รับสมัญญานามว่า “สมเด็จครู” และ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม”

ช่างฝรั่งฝั่งสยาม
ชาวต่างชาติที่เข้ามาในยุคต้นรัตนโกสินทร์มีบทบาทในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงจ้างช่างชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในกรมกองต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงประเทศให้มีความสง่างามตามสมัยนิยม เช่น ช่างชาวเยอรมัน ชาวอังกฤษ และชาวอิตาเลียน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่องานศิลป์ในสมัยนี้

NEXT