หน้าหลัก > ข่าว > วันนี้ในอดีต > ๓๐ มีนาคม ๒๔๓๙ – วันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
๓๐ มีนาคม ๒๔๓๙ – วันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ผู้ดูแลเว็บ สำนักศิลปวัฒนธรรม
2022-03-31 11:07:25


สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) ทรงเป็นชาวสุพรรณบุรี ประสูติเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับวันอังคาร แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีวอก เวลา ๒๔ นาฬิกาเศษ ณ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บิดา ชื่อ เน้า สุขเจริญ มารดา ชื่อ วัน สุขเจริญ ทรงเป็นบุตรคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้อง ๘ คน 

บิดาพาไปฝากเป็นศิษย์พระอาจารย์หอม วัดสองพี่น้อง ซึ่งเป็นญาติ จากนั้นจึงทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลีอักษรขอม และคัมภีร์มูลกัจจายน์ ที่เรียกกันว่า หนังสือใหญ่ กับพระอาจารย์หอม และพระอาจารย์จ่าง ปุณฺณโชติ ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็น พระครูอุภัยภาดารักษ์ และเมื่อตกเย็นก็ทรงต่อสวดมนต์กับพระอาจารย์ ที่เรียกว่า ต่อหนังสือค่ำ

พ.ศ. ๒๔๕๔ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๐ พรรษา พระอาจารย์หอมได้พามาฝากเป็นศิษย์อยู่วัดมหาธาตุกับพระอาจารย์ป่วน ผู้เป็นญาติฝ่ายมารดา (ภายหลังย้ายไปอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระครูบริหารบรมธาตุ เป็นเจ้าอาวาสวัดนางชีภาษีเจริญ)

พ.ศ. ๒๔๕๕ พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ย้ายมาอยู่กับพระอาจารย์สด (ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ พระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ณ วัดพระเชตุพนฯ และในปีนั้น ได้ทรงกลับไปบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสองพี่น้อง โดยพระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๔๕๖ ต้องทรงลาสิกขาออกไปช่วยครอบครัวทำนาอยู่ระยะหนึ่ง เพราะบิดาป่วยครั้นพระชนมายุ ๑๘ พรรษา ก็กลับบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงกลับมาอยู่วัดพระเชตุพน เพื่อทรงศึกษาเล่าเรียนต่อ

พ.ศ. ๒๔๖๐ พระชนมายุ ๒๒ พรรษา ทรงกลับอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์โหน่ง วัดสองพี่น้อง (ต่อมาย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ตำบลดอนมะดัน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระศากยปุตติยวงศ์ (เผื่อน ติสฺสทตฺโต สุดท้ายได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระวันรัต) วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๖๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงรับภาระหน้าที่ทางการคณะสงฆ์มาแต่ทรงเป็นพระเปรียญ เริ่มแต่หน้าที่ภายในพระอารามไปจนถึงหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์  ดังนี้

- พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อทรงเป็นเปรียญ ๔ ประโยค ทรงเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ชั้นไวยากรณ์

- พ.ศ. ๒๔๖๗ เมื่อทรงเป็นเปรียญ ๕ ประโยคแล้ว ทรงเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นประโยค ๓ ทรงทำหน้าที่เป็นครูในสำนักเรียนวัดพระเชตุพนฯ อยู่นานถึง ๒๕ ปี

- พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อยังทรงเป็นพระเปรียญเป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยแผนก  พระวินัย

- พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เป็นพระคณาจารย์เอกทางเทศนา และในวันที่    ๑ มีนาคม ๒๔๘๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระอมรเวที

- พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาคบูรพา (สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด)เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๒ (อยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร สุพรรณบุรี) เป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย

- พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นพระอุปัชฌาย์

- พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นสมาชิกสังฆสภา

- พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชสุธี

- พ.ศ. ๒๔๙๐ สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มรณภาพ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชสุธี จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช เป็นกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และในคราวเดียวกันได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพเวที

- พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ ๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เป็นกรรมการและเลขาธิการ ก.ส.พ. (กรรมการสังฆาณัติระเบียบพระคณาธิการ) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมดิลก

- พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๒ (สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) เป็นสภานายกสภาพระธรรมกถึก

- พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ ๒)

- พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นสังฆมนตรี (สมัยที่ ๓)เป็นสังฆมนตรีและสังฆมนตรีสั่งการแทนสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่ (สมัยที่ ๔) เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๗ (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์) เป็นประธาน ก.จ.ภ. (กรรมการเจ้าคณะตรวจการภาค) เป็นอนุกรรมการอบรมศีลธรรมและวัฒนธรรมแก่ข้าราชการและประชาชน (ก.อ.ช.)

- พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นประธานกรรมการสงฆ์แห่งโรงพยาบาลสงฆ์

- พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นประธานทอดผ้าป่าวันโรงพยาบาลสงฆ์ โดยทรงริเริ่มในนามสภาพระธรรมกถึก เป็นกรรมการวิทยุกระจายเสียงวันธรรมสวนะ

- พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการทำนุบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์

- พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระธรรมวโรดม เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ (สมัยที่ ๕)

- พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นกรรมการ ก.ส.พ. เป็นกรรมการอุปถัมภ์กิตติมศักดิ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

- พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นประธานกรรมการปรับปรุงตลาดเฉลิมโลก

- พ.ศ. ๒๕๐๒-๘ เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

- พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่ (สมัยที่ ๖)

- พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับพระราชทานสถาปนา เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัตเป็นกรรมการพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปริยัติธรรม แผนกบาลี

- พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งประกาศใช้แทน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๗

- พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรักษาการในตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก หนเหนือ และหนใต้ เป็นกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

- พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นแม่กองงานพระธรรมทูต

- พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในระหว่างที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชเสด็จเยือนศรีลังกาเป็นทางการระหว่างวันที่ ๑๐ - ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ เป็นประธานจิตตภาวันวิทยาลัย

- พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นเจ้าคณะนครหลวง กรุงเทพธนบุรี

- พ.ศ. ๒๕๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สืบต่อจาก สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร)                                            วัดมกุฏกษัตริยาราม นับเป็นพระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้ารับการรักษา                ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๑๖ ด้วยพระอาการเวียนพระเศียร ความทรงจำเสื่อม พระวรกายทางซีกขวาอ่อน เคลื่อนไหวไม่ได้ คณะแพทย์ลงความเห็นว่า พระอาการทั่วไปทั้งหมด เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงประชวรเป็นเนื้องอกในปอดข้างซ้าย ซึ่งคณะแพทย์ได้ถวายการผ่าตัด                        เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๕ และต่อมาได้กระจายไปที่สมอง คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาด้วยรังสีโคบอลท์ พระอาการดีขึ้นบ้าง

ต่อมาวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีพระโรคแทรก คือ มีพระโลหิตออกจากกระเพาะอาหาร คณะแพทย์ได้ถวายการผ่าตัด เพื่อระงับมิให้มีการสูญเสียพระโลหิตทางพระลำไส้อีก และถวายการผ่าตัดเพื่อมิให้มีพระอาการขึ้นอีก นับตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา พระอาการทางสมองมากขึ้น จนครึ่งพระวรกายซีกขวาเคลื่อนไหวไม่ได้ ทรงมีพระอาการไข้ขึ้นสูงตลอดมา ปอดบวม มีพระอาการทั่วไปอ่อนเพลียลงตามลำดับ ในที่สุดสิ้นพระชนม์ลง เมื่อวันศุกร์ ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๖ เวลา ๒๒.๒๕ ด้วยพระอาการอันสงบ

ในการพระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระศพถวายพระเกียรติตามพระราชประเพณีทุกประการ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๑๖ เวลา ๑๖.๐๐น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล               อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาถวายน้ำสรงพระศพ ณ ตึกกวี เหวียนระวี แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ                 ให้เชิญพระโกศประดิษฐานเหนือชั้นแว่นฟ้าประกอบพระลองกุดั่นใหญ่ แวดล้อมด้วยเครื่องประดับ                  พระเกียรติยศ ณ หอประชุมสงฆ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ                      ให้มีพระพิธีพระเกียรติยศ ณ หอประชุมสงฆ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืน รับพระราชทานฉันเช้าวันละ ๘ รูป เพลวันละ ๔ รูป กำหนด ๗ วัน ทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินมา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวาย                     เมื่อครบ ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กำหนดการพระราชกุศลออกพระเมรุ และพระราชทานเพลิง วันที่ ๒๒-๒๔ เมษายน ๒๕๑๗ ในการบำเพ็ญกุศลถวายพระศพนี้ มหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาค คณะรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม สมาคม พ่อค้า ประชาชน ศิษยานุศิษย์ คณะสงฆ์จีน คณะสงฆ์ญวน สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย สมาคมศรีครุสิงห์สภา ฮินดูสมาส ฮินดูธรรมสภา และในต่างประเทศ ก็มีพระภิกษุสงฆ์พร้อมด้วยพุทธบริษัทจากฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ได้โดยเสด็จพระราชกุศลมาจนถึงวันพระราชทานเพลิงศพ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช เป็นองค์ที่ ๑๑ เป็นเวลา ๒๖ ปี ๘ เดือน ๓๐ วัน ทรงดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา ๑ ปี ๔ เดือน ๑๘ วัน สิริพระชนมายุ ๗๗ พรรษา

พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๗

แหล่งที่มา - นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒ ฉบับที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๑

ขอบคุณภาพจาก - พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย

ภาพโดย - นายเอกลักษณ์ สุริยะญาติ