อาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ : นาฏศิลป์


อาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ : นาฏศิลป์

แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์


อาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ เป็นตำหนักที่มีลักษณะเป็น 2 ชั้น เดิมเป็นเรือนพำนักของเจ้าจอมเอื้อนกับเจ้าจอมแถม ในรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันได้อนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิม จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนาฏศิลป์ ส่วนหนึ่งของแหล่งการเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์ ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียและบอร์ดนิทรรศการในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ พัฒนาการนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์ในสวนสุนันทา และนาฏยอาภรณ์ เครื่องแต่งกายโขนละคร ตลอดจนประวัติของผู้เคยพำนักในอดีต  โดยในส่วนของจัดแสดงแต่ละห้อง ดังนี้


ห้องนาฏยอาภรณ์



เครื่องแต่งกายโขนละครไทย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของบทบาทของผู้แสดง คือ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง ซึ่งเป็นการนำพัสตราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ และศิราภรณ์ เครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ (เครื่องต้น) มาพัฒนาให้เหมาะสมต่อการแสดง เกิดเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความงดงามวิจิตรบรรจงอย่างยิ่ง

พัสตราภรณ์ ในการแสดงของนาฏศิลป์ไทย มีต้นแบบมาจากเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ จึงมีการนำรูปแบบการแต่งในราชสำนักมาปรับใช้ โดยเฉพาะการแสดงโขน ที่มีการกำหนดลวดลายและสีสันของผืนผ้าไว้อย่างชัดเจน เพื่อบ่งบอกว่าผู้แสดงรับบทบาทเป็นตัวละครใดและอยู่ในสถานะใด ผ้าในงานนาฏศิลป์ จึงยังคงงดงามตามแบบฉบับผ้าในราชสำนัก และมีกรรมวิธีการทอที่วิจิตรบรรจงเป็นเอกลักษณ์

ถนิมพิมพาภรณ์ หรือเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ในการแสดงนาฏศิลป์ไทยตัวละครจะสวมใส่เครื่องประดับที่มีความสวยงามวิจิตรมาก โดยมีรูปแบบแตกต่างไปตามฐานะของตัวละคร มีทั้งเครื่องประดับที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและประดิษฐ์ขึ้นเองในประเทศไทย เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือเชิงช่างชั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับชนิดถมและลงยา ประดับเพชรหรือพลอย เช่น ทับทรวง เข็มขัดหรือปั้นเหน่ง สังวาล ตาบหน้า ตาบทิศ ตาบหลัง อินทรธนู ธำมรงค์ แหวนรอบ ปะวะหล่ำ ทองกร กรองคอ สะอิ้ง พาหุรัด และกำไลเท้า

ศิราภรณ์ หรือเครื่องประดับศีรษะ มีคำเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด เช่น มงกุฎ ชฎา มาลา เกี้ยว รัดเกล้า กรอบพักตร์หรือกระบังหน้า ปันจุเหร็จ และศีรษะโขน ศิราภรณ์จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งในการแต่งกายของโขน เพื่อแบ่งแยกนักแสดงว่าเป็นตัวละครประเภทใด และทราบว่าอยู่ในชั้นวรรณะใด


ห้องนาฏศิลป์สวนสุนันทา



ธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มีบรรดาศักดิ์ในอดีต นิยมนำบุตรหลานถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดในราชสำนักฝ่ายใน ด้วยหมายมั่นว่าจะได้รับการอบรมให้เพียบพร้อมด้วยศาสตร์ศิลปวิทยาการซึ่งแต่ละตำหนักต่างมีเอกลักษณ์ตามความสนพระทัยของเจ้านายผู้เป็นเจ้าของตำหนัก โดยเฉพาะด้านนาฏศิลป์ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายฝ่ายในมาทุกยุคสมัย เมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ราชสำนักฝ่ายในสวนสุนันทา นาฏศิลป์ได้รับการสืบทอดโดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา เป็นหลักสำคัญ ทรงก่อตั้งคณะละครขึ้นในตำหนักส่วนพระองค์

คณะละครเสด็จพระองค์อาทรฯ นักแสดงล้วนเป็นพระญาติ หรือเด็กเล็กในตำหนัก โดยได้ครูละครมากฝีมืออย่างเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4 เป็นหลักในการฝึกหัด ทั้งละครรำหลากหลายเรื่อง เช่น เงาะป่า อิเหนา พระลอ พระยาแกรก ส่วนละครพูดและละครร้อง เช่น เรื่องต้นร้าย ปลายดี พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ นอกจากนี้พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ยังทรงส่งครูหลง มาช่วยสอนละครแบบชาวเหนือ เช่น การแสดงเรื่องน้อยใจยา และการฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา

คณะละครเสด็จพระองค์อาทรฯ ยังคงดำเนินเรื่อยมาแม้ย้ายออกจากสวนสุนันทาแล้ว โดยติดตามไปแสดงที่สวนนอก ตราบจนเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4 ครูผู้ฝึกสอนถึงแก่อนิจกรรม ก็ถึงคราวสิ้นสุดลงของคณะละครที่โลดแล่นในสวนสุนันทา


ห้องประวัติเจ้าจอมเอื้อน ในรัชกาลที่ 5



เจ้าจอมเอื้อน เป็นธิดาคนสุดท้องของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงอู่ (สกุลเดิม วงศาโรจน์) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2430 ที่จังหวัดเพชรบุรี เป็น มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน 14 คน จากทั้งหมด 62 คน ต่อมาได้ถวายตัวเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายในจำนวนพี่น้องท้องเดียวกัน คือ เจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอี่ยม เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอื้อน หรือที่เรียกกันในหมู่ชาววังว่า "เจ้าจอมก๊กออ"

เจ้าจอมเอื้อน นับว่าเป็นผู้หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดปรานอยู่มิใช้น้อย ดังเห็นได้จาก เมื่อมีการตั้งระเบียบประเพณีการถวายงานของพระสนมกำนัลขึ้นมานั้น เจ้าจอมเอื้อนได้เป็นหนึ่งในแปดคนที่ตั้งให้เป็นหัวหน้าโดยเรียกว่า "พระสนม" เป็นรุ่นแรกคู่กันกับเจ้าจอมเอิบ ส่วนผู้ช่วยนั้นเรียกว่า "พระกำนัล" โดยมีเจ้าจอมอาบเป็นหนึ่งในพระกำนัลที่ทรงตั้งรุ่นแรก

ในด้านความสามารถ เจ้าจอมเอื้อนจัดว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือในการถ่ายภาพและสามารถอัดล้างภาพได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับเจ้าจอมเอิบผู้เป็นพี่ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในด้านอื่น ๆ เช่น การเล่นไวโอลิน ถักนิตติ้ง โครเชต์ และเล่นแบดมินตัน ภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมเอื้อนและเจ้าจอมแถมผู้เป็นหลาน ได้มาพำนักในสวนสุนันทา ก่อนจะย้ายไปพำนักที่เรือนสร้างใหม่ริมคลองสามเสน บนที่ดินพระราชทานที่เรียกว่า "สวนนอก" โดยสร้างอยู่ระหว่างเรือนเจ้าจอมเอี่ยมกับเรือนเจ้าจอมอาบ

ในบั้นปลายชีวิต เจ้าจอมเอื้อนใช้เวลาหมดไปกับการเลี้ยงดูบรรดาหลานๆ ในสกุลบุนนาค และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงไม่น้อยหน้าเจ้าจอมผู้ใด คือ ได้รับพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2470 ด้วยอาการลิ้นหัวใจรั่วอย่างสงบ สิริอายุได้ 40 ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร


ห้องประวัติเจ้าจอมแถม ในรัชกาลที่ 5



เจ้าจอมแถม เป็นธิดาของพระสัจจาภิรมย์ (แถบ บุนนาค) กับนางอิน บุนนาค เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2434 โดยมีเจ้าจอมเอื้อนผู้มีศักดิ์เป็นอาเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ถวายงานรับราชการฝ่ายในต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2451 ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ติดตามเจ้าจอมเอื้อนมาพำนักในสวนสุนันทา ก่อนจะย้ายไปพำนักที่เรือนสร้างใหม่ริมคลองสามเสน บนที่ดินพระราชทานที่เรียกว่า "สวนนอก" เมื่อเจ้าจอมเอื้อนถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ได้ย้ายไปพำนักที่ห้องแถวเก่าในวังสวนปาริจฉัตก์ ก่อนจะย้ายกลับมาพำนักที่เรือนเจ้าจอมเอื้อนตามเดิม

ในบั้นปลายชีวิต เจ้าจอมแถมป่วยเป็นโรคภายในและถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ได้รับพระราชทานเพลิงศพที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2493 ส่วนอัฐิได้รับการบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์สีขาวองค์ใหญ่ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่เดียวกับของเจ้าจอมเอื้อน