อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์


อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์

แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์



ห้องทัศนศิลป์แห่งราชสำนัก

          "งานด้านการศึกษาศิลปวัฒนธรรมนั้น คือ งานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญาและทางจิตใจซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุ ทั้งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของความเจริญด้านอื่นๆ ทั้งหมด และเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เรารักษาและดํารงความเป็นไทย ได้สืบไป"



พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร ณ วังท่าพระ

วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๓


          งานศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละยุคสมัย นอกจากจะเป็นพระราชนิยมส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แล้ว การติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการผสมผสานงานศิลป์ ซึ่งผลงานศิลปกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสําคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ ความเชื่อ วิถีชีวิต และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี



สง่างามตามแบบไทย (w.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ. ๒๓๕๒)

          สมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชประสงค์ฟื้นฟูงานช่าง และงานศิลปกรรมให้เหมือนกับเมื่อครั้งสมัยอยุธยาทรงรวบรวม ช่างฝีมือจากหัวเมืองมารังสรรค์ ก่อร่างสร้างราชธานีแห่งใหม่ ด้วยเหตุนี้งานศิลป์ในยุคนี้จึงเป็นการสืบทอดฝีมือช่างจากสมัยอยุธยาหรือที่เรียกว่า ศิลปะแบบไทยประเพณี




ยุคทองของงานศิลป์ (พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ. ๒๓๖๗)

สมัยรัชกาลที่ ๒ บ้านเมืองเป็นปกติสุขปราศจากศึกสงครามถือเป็นโอกาสอันดีในการทํานุบํารุงและสร้างสรรค์ งานศิลป์ทั้งในด้านศิลปกรรม วรรณกรรมดนตรีและนาฏศิลป์ ทําให้รัชสมัยของพระองค์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ยุคทอง” แห่งงานศิลปะไทย



ช่างฝรั่งฝั่งสยาม

     ชาวต่างชาติที่เข้ามาในยุคต้นรัตนโกสินทร์มีบทบาทในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา จนกระทั่ง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงจ้างช่างชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในกรมกองต่างๆ เพื่อปรับปรุงประเทศ ให้มีความสง่างามตามสมัยนิยม อาทิ ช่างชาวเยอรมัน ชาวอังกฤษ และชาวอิตาเลียน ซึ่งมีบทบาทสําคัญต่องานศิลป์ในสมัยนี้


          การรับชาวต่างชาติเข้ามาปฏิบัติราชการในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ทําให้เกิดการแลกรับ ปรับเปลี่ยน ระหว่างช่างไทยและช่างชาวตะวันตก เป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่างชาวอิตาเลียนที่เข้ามามีบทบาท สําคัญในการรังสรรค์รูปแบบงานสถาปัตยกรรมแล้ว ในสมัยนี้ยังมีช่างชาวเยอรมันและช่างชาว อังกฤษที่มีบทบาทสําคัญด้วยเช่นกัน ทําให้เกิดการศึกษาค้นคว้างานช่างกันอย่างกว้างขวาง



ราชสํานักศูนย์กลางการอุปถัมภ์งานช่าง

     การอุปถัมภ์จากราชสํานักผ่านการสร้างวัด วัง ทําให้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาช่างไทยในอดีตจนเมื่อเปิดรับอิทธิพลชาติจากตะวันตก จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม นับเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว



ห้องทัศนาการสืบสาน

ทัศนศิลป์แห่งราชสํานัก

ผสานงานศิลป์จากแดนไกล (พ.ศ. ๒๓๖๗ -พ.ศ. ๒๓๙๔)

          สมัยรัชกาลที่ ๓ ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสยามกับจีน ก่อให้เกิดการผสมผสานด้าน ศิลปวัฒนธรรมถือเป็นพระราชนิยมใหม่ในราชสํานัก ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมงานศิลปะจีนในหมู่ชนชั้นสูง ดังเห็นได้จากการนําเข้าประติมากรรม และเครื่องประกอบศิลป์แบบจีนอย่างแพร่หลายในศาสนสถาน

แรกเริ่มเปิดรับตะวันตก (พ.ศ. ๒๓๙๔- พ.ศ. ๒๔๑๑)

          สมัยรัชกาลที่ ๔ จานศิลป์เริ่มเปิดรับแนวคิดจากตะวันตก ดังเห็นได้จากรูปแบบการก่อสร้างของพระนครคีรี อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกยุคแรกในเมืองไทย ส่วนพุทธศิลป์ก็เริ่มปรากฏงานจิตรกรรมแบบแสดง ปริมาตรใกล้ไกลของขรัวอินโข่งถือเป็นจุดเปลี่ยนแห่งการผสมผสานงานศิลป์

สยามศิวิไลซ์ (พ.ศ. ๒๔๑๑-พ.ศ. ๒๔๕๓)

          สมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชประสงค์พัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ หนึ่งใน พระราชกุศโลบายสําคัญคือการสร้างพระะราชวังและสถานที่ราชการให้มีความสง่างามตามสมัย จึงปรากฏ งานศิลป์อย่างตะวันตกที่ผสมผสานเข้าวิถีชีวิตแบบไทย

ศิลปะไทยประยุกต์ (พ.ศ.๒๔๕๓ - พ.ศ.๒๔๖๔)

           สมัยรัชกาลที่ ๖ งานศิลป์มีทั้งแบบตะวันตกและจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็น ชาติไทยตามพระราชนิยม ขณะเดียวกันก็ทรงอุปถัมภ์งานศิลปกรรมโดยการรวมเอางานประณีตศิลป์จาก ต่างหน่วยงาน จัดตั้งเป็นกรมมหรสพ (กรมศิลปากรในปัจจุบัน) ตลอดจนจัดตั้งโรงเรียนเพาะช้าง สถานศึกษา ด้านศิลปะขึ้นเป็นครั้งแรก

เรียบง่าย สไตล์โมเดิร์น (พ.ศ.๒๔๖๘ - พ.ศ.๒๔๗๗)

          สมัยรัชกาลที่ ๗ ถือเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศทั้มาางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม งานศิลป์ในยุคนี้จึงมีความเรียบฉายที่เรียกว่า โมเดิร์น ซึ่งคํานึงถึงประโยชน์ใช้ส่วยเป็นหลักตลอดจนการ ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้งดงามตามเดิม

ศิลปะคณะราษฎร์(พ.ศ. ๒๔๗๗ - พ.ศ. ๒๔๘๙)

           สมัยรัชกาลที่ 8 งานศิลป์ที่สร้างขึ้นในสมัยนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของ “ความเสมอภาค” จึงสืบทอดงาน แบบโมเดิร์นมาเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดดังกล่าวเป็นศิลปะที่แฝงนัยทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สร้างความชอบธรรม ให้กับการปกครองระบอบใหม่ และ สร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

ร่วมสมัยไทยเดิม (พ.ศ. ๒๔๙๘ - พ.ศ. ๒๕๕๙)

          ศิลปกรรมตามแนวพระราชดําริในสมัยรัชกาลที่ ๙ เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนางานศิลป์ด้วยการนําเอารูปแบบงานไทยประเพณีมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และปรับปรุงให้มีความทันสมัย ทั้งในเรื่องของเทคนิควัสดุ ตลอดจนแนวคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ ทําให้เกิดงานที่เรียกว่า “ศิลปะไทยร่วมสมัย”




ห้องทัศนาสถาปัตยกรรม



ทัศนาฝายใน สวนสุนันทา

          “ไม่มีที่สงัดชิงจะเที่ยวเล่นแต่ลําพังได เราควรจะมีสวนข้างในซึ่งเที่ยวได้ตามลําพัง มาคิดดูครอบครัวเรามันมีแต่จะน้อยลงไปทุกที นานเข้าคงแยกย้ายกันไป กําแพงที่คิดจะกันต่อออกไปที่สวนสุนันทาเลิกเสียดีกว่า ถ้าไปเลิกภายหลังจะเข้าแปลนกันยาก ด้านเหนือจะเป็นซอกเขาที่ทั้งร้างเปล่าแก้ขยายเสียเวลานี้ยังมีเวลา ที่จะขยับขยายได้ เพราะลงมือปักทางข้างใต้ไปก่อน"

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสสังความ มายังเจ้าwระยายมราช (ปั้น สุขุม) หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๔๙



          “สวนสุนันทาในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๒ – ๒๔๗๕ อันเป็นยุคที่พระราชวงศ์ฝายในรัชกาลที่ ๕ ประทับอยู่นั้น เป็นสถานที่สวยงามน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง ตอนกลางบริเวณ กว้างใหญ่ไพศาลนั้น เป็นสระใหญ่ประกอบด้วย คูคลองซึ่งมีลักษณะคดเคียว เหมือนสระและกูเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีเกาะแก่งและโขดเป็นเนินดินน้อยใหญ่ ซึ่งร่มรื่น ด้วยเงาพฤกษานานาชนิด

ม.ร.ว. แสงสูรย์ ลดาวัลย น้องชายต่างมารดา เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์



ภาพสระน้ำในสวนสุนันทา  The pond inside Suan Sunandha palace.

           มีตําหนักอันเป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดาและบาทบริจาริกาใหญ่น้อยเรียงรายอยู่บนพื้นที่ราบบนโขดเป็นเนินดิน และริมฝั่งคูคลอง แต่ละตําหนักต่างก็ ทําสวนและปลูกไม้ดอกนานาชนิดอย่างงดงามเป็นที่เจริญตายิ่งนัก

ม.ร.ว. แสงสูรย์ ลดาวัลย์ น้องชายต่างมารดาเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์



สวนสุนันทา สวนในวัง

          สวนสุนันทา พื้นที่ด้านตะวันตกของพระราชวังดุสิต สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นที่ทรงสำราญพระราชอิริยาบถแห่งใหม่ และเตรียมไว้สำหรับเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน เมื่อล่วงแผ่นดินของพระองค์ไปแล้ว

          ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนสุนันทาตามพระราชประสงค์ที่พระบรมราชชนกทรงดำริไว้จนเสร็จแล้วสิ้น จัดเป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นสำนักฝ่ายในยุคสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕




ช่างไทยช่างฝรั่งในสวนสุนันทา

          สวนสุนันทา ได้รับการออกแบบโดย Mr. A. Rigassi สถาปนิคชาวอิตาเลียน โดยมีเจ้าพระยายมราช (ปัน สุขุม) เป็นผู้อํานวยการก่อสร้าง และพระยาประชากร วิจารณ์ (โอ อมาตยกุล) เป็นผู้ควบคุมงาน มีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๒๒ ไร่ ตกแต่งเป็นโขดเขาคูคลอง สวนพฤกษชาติ และตําหนักเรียงรายรอบสระน้ำขนาดใหญ่




อาคารจุฑารัตนาภรณ์ : ดุริยศิลป์

อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ : ทัศนศิลป์

อาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์

สวนสุนันทา ประกอบด้วยตําหนักและเรือนขนาดต่างกัน ตามแต่พระอิสริยยศและจํานวนผู้เสด็จมาประทับหรือพํานัก แบ่งเป็น ตําหนักขนาดใหญ่ ตําหนัก ขนาดกลาง ตําหนักขนาดเล็ก และเรือนเจ้าจอม ซึ่งมีการจัดการทางภูมิสถาปัตย์ที่งดงาม และผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตกได้อย่างลงตัว ตําหนักขนาดเล็กที่ยังคงสง่างามอยู่ในสวนสุนันทา ตั้งเรียงโกล้ชิดติดกัน ๓ ตําหนัก ดังความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จุฑารัตนราชกุมารี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา และเจ้าจอมเลือนกับเจ้าจอมแถม ในรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันคือแหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์




พระที่นั่งนงคราญสโมสร 

ก่อสร้างล้าสมัย ณ พระที่นั่งนงคราญสโมสร

          พระที่นั่งนงคราญสโมสร เดิมเตรียมไว้สร้างพระตําหนักของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่เนื่องจากเสด็จไปประทับ ณ พระราชวังพญาไท จึงเปลี่ยนพื้นที่เป็นท้องพระโรงส่วนกลาง สําหรับใช้ในการบําเพ็ญพระกุศล หรือจัดงานรื่นเริงตามพระอัธยาศัย ลักษณะเป็นโครงสร้างแบบกําแพงรับน้ําหนัก (Wall bearing) โครงหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กแบบโครงสร้าง Shell เป็นรูปโค้ง (arch) และระเบียง (Gallery) ระหว่างเสาผนังโค้งเขียนรูปสีแบบปูนเปียก (Fresco) นับเป็นอาคารยุคแรกในประเทศไทยที่นําระบบการก่อสร้างในลักษณะนี้มาปรับใช้




ทัศนาฝายใน พระบรมมหาราชวัง

          เขตพระราชฐานชั้นใน ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดา ตลอดจนพระสนมกํานัลในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากมีเจ้านายฝ่ายในเป็นจํานวนมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับเปลี่ยนตําหนักที่ประทับเดิม โดยทรงนําแบบอย่างงานศิลป์ของตะวันตก มาปรับใช้ รูปแบบสถาปัตยกรรมจึงแปรผันไปตามภูมิหลังของช่างเหล่านั้นด้วย




พระตําหนักสวนหงส์ (รูปซ้าย)

พระตําหนัก พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ (รูปขวา)

ทัศนาฝายใน พระราชวังดุสิต

          พระราชวังดุสิต สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นที่ทรงสําราญ พระราชอิริยาบถ เนื่องจากภายในพระบรมหาราชวัง หมู่พระที่นั่งบดบังทิศทางลม เมื่อพระองค์เสด็จ มาประทับ ณ พระราชวังดุสิตเป็นการถาวร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่ตําหนักและเรือนในพื้นที่ด้านตะวันตก ตัดพื้นที่เป็นสวน มีคูคลองอันงดงาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียน โดดเด่นด้วยลายไม้ฉลุแบบเรือนขนมปังขิง



ศิลปวิทยาการ ศาสตร์แห่งกุลสตรี

          สถานศึกษาแต่เดิมของสตรีนั้น คือในพระบรมหาราชวัง การศึกษาของสตรีในพระบรมมหาราชวัง แตกต่างกันตามฐานะ และโอกาสผู้ปกครองจะต้องหาสํานักหลักแหล่ง ฝากกับผู้ใหญ่ แห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นญาติหรือเคยนับถือกันมาแต่ก่อนแล้วส่ง ธิดาเข้าไปอยู่กับผู้เป็นเจ้าสํานักตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

กรมพระยาดํารงราชานุภาพ




ทัศนางานศิลป์ ในราชสํานักฝ่ายใน 

          ราชสํานักฝ่ายใน ศูนย์กลางของวงสังคมสตรีชั้นสูง อันเป็นแห่งอบรมบ่มเพาะของกุลสตรีให้มีความเจริญ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะและความสามารถในทุกด้านโดยเฉพาะงานประณีตศิลป์ที่ได้รับการกล่าวขาน ว่าเป็นสุดยอดของงานไทย

งานประดิษฐ์ดอกไม้

          งานประดิษฐ์ดอกไม้ นับเป็นงานศิลป์ชั้นสําแดงฝีมือของสตรีชาววัง ซึ่งปรากฏว่ามีเจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ที่มีพระปรีชาสามารถ อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมอรัตนสิริเชษฐ์ ทรงดัดแปลงงานดอกไม้รูปแบบใหม่เสมอ พระวิมาดาเธอฯ ทรงมีพระนามเลื่องลือ ในงานร้อยตาข่ายดอกไม้ และเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ที่ได้รับการกล่าวขานถึงความสามารถ ในการร้อยมาลัยได้อย่างงดงามแปลกตา

งานเย็บ ปัก ถัก ร้อย

          งานเย็บ ปัก ถัก ร้อย ของราชสํานักฝ่ายในสมัยรัตนโกสินทร์ พัฒนาขึ้นอย่างสูงสุดจนมีลวดลายงดงาม ละเอียดประณีต และวิจิตรพิสดาร อย่างมาก เริ่มแรกเกิดขึ้นเพื่อประดับพัสตราภรณ์ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเกิดการผสมผสานงานศิลป์ ที่หลากหลาย ดังเห็นได้จากการส่งข้าหลวงในตําหนัก พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถไปศึกษาวิชาการเรือนและการวาดเขียน ในประเทศญี่ปุ่น และนําเทคนิค มาปรับใช้กับงานไทยเดิม จนเกิดรูปแบบการปักผ้าที่มีเอกลักษณ์จวบจนปัจจุบัน


หน้าถัดไป