อาคารจุฑารัตนาภรณ์ : ดุริยศิลป์


อาคารจุฑารัตนาภรณ์ : ดุริยศิลป์

แหล่งการเรียนรู้ ๓ ศิลป์รัตนโกสินทร์


ห้องดุริยศิลป์แห่งราชสำนัก

          " ดนตรีทุกชนิดเป็นศิลปะที่สําคัญอย่างหนึ่ง มนุษย์เกือบทั้งหมดชอบและรู้จักดนตรี ตั้งแต่เยาว์วัยคนเริ่มรู้จักดนตรีบ้างแล้ว ความรอบรู้ทางดนตรีอย่างกว้างขวาง ย่อมขึ้นกับ เชาวน์ และความสามารถในการแสดงของแต่ละคน อาศัยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ในระหว่าง ศิลปะนานาชนิดดนตรีเป็นศิลปะที่แพร่หลายกว่าศิลปะอื่นๆ และมีความสําคัญในด้าน การศึกษาของประชาชนทุกประเทศด้วย”

          กระแสพระราชดํารัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายหลังที่สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายประกาศนียบัตรเกียรติคุณชั้นสูง ให้ทรงดํารงตําแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ลําดับที่ ๒๓ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๗

องค์อัครศิลปิน (พ.ศ. ๒๔๙๘ - พ.ศ. ๒๕๕๙)
          “โปรดคุณพระเจนฯ มาก ทรงพิมพ์ตําราที่คุณพระเจนฯ ประพันธ์ขึ้นทุกเล่ม ระหว่างการพิมพ์และตรวจบรู๊ฟได้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีมาก ส่วนไหนที่ ไม่เข้าพระทัยก็มีรับสั่งถามคุณพระเจนฯ ได้ทราบว่าคุณพระเจนฯ ก็ปรารภว่า ในด้านทฤษฎีไม่ทราบมากนักแต่ทําไมเคาะเสียงถูกต้องทุกที”


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
          พระอัจฉริยภาพด้านการดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่ประจักษ์ในสากลโลก พระปรีชาสามารถเข้าขั้นนักดนตรีเอก ทรงสามารถรวมวงดนตรีได้ทุกรูปแบบ และเป็นนักคีตกวีที่แตกฉานในการประพันธ์บทเพลงได้โดยไม่ซ้ำแบบ เป็นเหตุให้สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ลําดับที่ ๒๓ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๗ นับเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุด และเป็นชาวเอเชียคนแรกอีกด้วย

          ในด้านการดนตรีไทย มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์ดนตรีไทย ไว้เป็นสมบัติของชาติ โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือ "โน้ตเพลงไทย เล่ม ๑" เพื่อใช้เป็นมาตรฐานของวงดนตรีไทยรุ่นหลัง ทั้งยังทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาค้นคว้าบันไดเสียงของดนตรีไทย และทรงทดลองเครื่องดนตรีสากลกับเครื่องสายผสมของไทย สมกับที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา "อัครศิลปิน”

          สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จพระราชดําเนินมาทรงเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูสวนสุนันทา เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๓ โอกาสนั้นได้ทรงร่วมเล่นดนตรีไทย นับเป็นการพระราชทานเกียรติอย่างสูงยิ่งแก่ชาวสวนสุนันทา

ดนตรีไทยกับการฟื้นฟูและส่งเสริม โดยเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็มีพระราชประสงค์ จะทรงฟังเพลงลาวดวงเดือน ซึ่งเป็นเพลงที่โปรดมาก รับสั่งกับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ว่า “ชายร้องเพลงลาวดวงเดือนให้แม่ฟังหน่อย ร้องแบบที่แม่ชอบนะ แม่น้อยบรรเลงเพลงเข้าแล้วให้น้องเล็กฟ้อนด้วยนะ”       

บันทึกของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.พูนพิศ อมาตยกุล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระปรีชาสามารถ ด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์โดยเฉพาะดนตรีไทย ทรงเครื่องดนตรี ได้หลากหลายประเภท ทั้งระนาดเอก ซอด้วง จะเข้ ฯลฯ ทั้งยัง ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงไทยและทรงขับร้องเพลงได้อย่างไพเราะ ด้วยเหตุนี้จึงทรงอุปถัมภ์ครูดนตรีไทยและทรงสนับสนุนให้สถาบัน การศึกษาจัดงานดนตรีไทยทั้งในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา นับว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ดนตรีไทยให้คงอยู่สืบไป “ ดนตรีไทย ไม่สิ้น เพราะทูลกระหม่อมแก้ว เอาใจใส่”

อาจารย์เสรี หวังในธรรม


พัฒนาการทางดนตรี (Musical Chronology in Rattanakosin Era)
          ดนตรีเป็นสุนทรียศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีพัฒนาการสืบเนื่องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน .มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมมาทุกยุคสมัย จนเกิดเป็นดนตรีไทยอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

ปฐมบทดนตรีรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ. ๒๓๕๒)
          สมัยรัชกาลที่ ๑ ยุคแห่งการฟื้นฟูงาน ศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ เพื่อบํารุงขวัญ และกําลังใจแก่ประชาราษฎร์มีพระราชโองการ ให้รวบรวมแปล และชําระวรรณคดีสําคัญๆ เช่น รามเกียรติ์ และอิเหนา รวมทั้งรวบรวม และฟื้นฟูทํานองเพลง เพื่อประกอบบทละคร เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ข้าราชสํานัก ผู้รังสรรค์บทมโหรีเรื่อง “กากี” อันเลื่องลือ

เรืองรองดนตรีกาล (พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ. ๒๓๖๗)
          สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นสมัยที่ซอสามสายได้ พัฒนารูปลักษณ์อย่างประณีตงดงามด้วยเป็น เครื่องดนตรีที่พระองค์โปรดเป็นพิเศษ สุดตรึงใจ ในพระราชนิพนธ์บุหลันลอยเลื่อน เริ่มแรก เสภาขับรับปีพาทย์ ละครในเฟื่องฟู เจ้าจอม มารดาศิลาถือเป็นต้นแบบด้านคีตศิลป์ราชสํานัก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ขจรขจายเสียงบรรเลง (พ.ศ. ๒๓๖๗ – พ.ศ. ๒๓๙๔)
          สมัยรัชกาลที่ ๓ ประกาศยกเลิกกรมละครหลวงพระราชวงศ์หลายพระองค์ทรงอุปถัมภ์คีตศิลปิน เพื่อการประกวดประชันกันจึงเกิดการสร้างสรรค์ และพลิกแพลงทางเพลงและวงดนตรีรูปแบบ ใหม่ขึ้น กําเนิดครูมีแขกครูดนตรีคนสําคัญขึ้น ในสมัยนี้

แรกรับวัฒนธรรมดนตรี (พ.ศ. ๒๓๙๔ - พ.ศ. ๒๔๑๑)
          สมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงประกาศยกเลิกพระราช กําหนด “ห้ามมิให้ผู้อื่นมีละครผู้หญิงนอกจากวังหลวง” ทําให้การดนตรีและละครเฟื่องฟู ขยายไปตามวังต่าง ๆ และในหมู่ข้าราชสํานัก โดยเฉพาะในส่วนของวังพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโปรดดนตรีปี่พาทย์ และการแอ่วลาวเป่าแคน ทําให้เกิดวงแคบหมู่ เป็นที่นิยมแพร่หลาย วงปี่พาทย์พัฒนาเป็น วงเครื่องใหญ่ ใส่เครื่องดนตรีเสียงหง่างเหง่งอย่างเพลงฝรั่ง

ผสมผสานดนตรีสมัย (พ.ศ. ๒๔๑๑ - พ.ศ. ๒๔๕๓)
          สมัยรัชกาลที่ ๕ ภายหลังพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรป เพราะ มีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาประเทศให้ศิวิไลซ์ ทัดเทียมชาติตะวันตก เกิดละครดึกดําบรรพ์ อันได้แบบอย่างจากโอเปร่า เกิดการพัฒนา วงปี่พาทย์ให้มีเสียงทุ้มนุ่มลึกตามแนวคิดแบบ ตะวันตกในปลายรัชสมัยทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่อง “เงาะป่า” ซึ่งงดงามด้วย วรรณศิลป์และคีตศิลป์

รุ่งโรจน์ดนตรีแห่งราชสํานัก (พ.ศ. ๒๔๕๓ – พ.ศ. ๒๔๖๘)
          สมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วยพระราชนิยมในทาง ศิลปะจึงทําให้การดนตรี และการละครเพื่องฟู เป็นอย่างยิ่ง ทรงพระราชนิพนธ์บทละครร้อง และละครสังคีตจํานวนมาก ข้าราชการฝ่าย กรมมหรสพได้รับพระราชทานยศถึงซันพระยา ดนตรีไทยแพร่หลายถึงวังของเจ้านาย เรือน ขุนนางและบ้านของคหบดี ต่างก็มีวงดนตรี ไว้เพื่อประกวดประชันกัน วงเครื่องสาย ผสมเสียงจากต่างชาติถือกําเนิดในยุคนี้

รอยต่อความเปลี่ยนแปลงทางดนตรี (พ.ศ. ๒๔๖๘ - พ.ศ. ๒๔๗๗)
          สมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงสําคัญ ๓ เพลง โปรดให้ฟื้นฟู บทมโหรี ปี่พาทย์ ที่มีมาแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ราชบัณฑิตยสถาน นําโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ บันทึกเพลงไทย ด้วยโน้ตเพลงดนตรีสากล และบันทึกแผ่นเสียง เพลงไทย เกิดวิทยุกระจายเสียง มีผู้ประพันธ์ เพลงเถาใหม่ๆ ออกอากาศทางวิทยุเป็น จํานวนมาก

ดนตรีไทยสมัยประชาธิปไตย (พ.ศ. ๒๔๗๗ – พ.ศ. ๒๔๘๙)
          สมัยจอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายก รัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายรัฐนิยม กําหนด ให้นักดนตรีไทยต้องมีใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพนักดนตรี ยังผลให้การดนตรีไทย ในหมู่ราษฎร ซบเซาเป็นอันมาก
          แต่ขณะเดียวกันได้มีการก่อตั้งโรงเรียน นาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนา ทั้งด้านดนตรีไทย และนาฏศิลป์ให้เป็นไปตาม แบบแผนที่กําหนด ก่อตั้งวงสุนทราภรณ์ซึ่งนําเนื้อร้องเพลงไทยมาใส่ทํานองดนตรีสากลซึ่งได้รับความนิยม มาจนปัจจุบัน


ห้องดุริยสืบสาน

ดนตรีในพระราชพิธี (Music in Royal Ceremony)
          พระราชพิธีทั้งหลายที่ทรงกระทําด้วยพระองค์เองก็ดี หรือทรงพระราชทานให้ผู้อื่นกระทําแทนก็ดี จะมิได้มีงานใดเลยที่จะขาดการประโคม ด้วยดุริยางค์ดนตรีเพราะเสียงประโคมของดนตรีปี่พาทย์เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้ บังเกิดความรู้สึกตื่นตัวและบันดาลใจให้รวมจุดอยู่ตรงกัน ในพระราชพิธีนั้นและเมื่อได้ใช้เครื่องบรรเลงและเพลงเหล่านั้นได้ผลตามประสงค์แล้วก็ยึดถือเป็นแบบแผนปฏิบัติดุจมีบทบัญญัติสืบต่อกันมา

          ดนตรีในราชสํานักนับเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยความชํานาญในการบรรเลงเพลง ให้สง่างาม เพื่อสะท้อนความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเป็น ส่วนประกอบสําคัญของนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างการแสดงโขน ละครใน และละครดึกดําบรรพ์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
          “ทรงโปรยดอกพิกุลทอง เงิน ทรงหลั่งน้ำทักขิโณทก ด้วยพ้ระคาถา ตามเคยทรงสังเกตนั้น ทรงอธิษฐานตามพระราชอัธยาศัย แล้วพราหมณ์เป่ามหาสังข์ประโคมดนตรีมโหรทุก สุดเสียงประโคมแล้วเสด็จเข้าไปทรงถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์ในพระมหามณเฑียร ”

 จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันรัชกาลที่ ๕ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑


          ดนตรีในพระราชพิธี เปรียบเสมือนสื่อกลางด้านจิตใจระหว่างมนุษย์กับอํานาจเหนือธรรมชาติ ผ่านพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่กําหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาล พระมหากษัตริย์ทรงถือ ปฏิบัติเป็นพระราชกรณียกิจสืบมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจวบจนปัจจุบัน อาจจําแนกได้ ๒ ลักษณะ คือ เครื่องประโคม และเครื่องบรรเลง


วงเครื่องประโคม

          มิใช่ชื่อวงดนตรีหากแต่เป็นคําที่แสดงถึงหน้าที่ของวงดนตรีในการ ประโคมเสียงสัญญาณ ความเป็นมงคลตามความเชื่อแบบพราหมณ์ ซึ่งประสมวงขึ้นพิเศษ อย่างมีแบบแผน เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ วงแตรสังข์และวงกระทั่งแตรมโหระทึก

เครื่องบรรเลง

วงดนตรีสําหรับบรรเลงในงานพระราชพิธีทั้งในงานมงคล และอวมงคล เพื่อให้เกิดเสียง อันไพเราะ เป็นการผสมวงดนตรีไทยอย่างมีระเบียบแบบแผน ได้แก่ วงขับไม้ วงกลองชนะ วงปี่ชวากลองแขก และวงปี่พาทย์พิธี เครื่องบรรเลงในพระราชพิธีเป็นดังภาพสะท้อน ถึงจารีตดนตรีแห่งราชสํานัก


ดนตรีอุปถัมภ์ (Under the Patronage)
          การอุปถัมภ์ดนตรีจากราชสํานักและพระบรมวงศานุวงศ์เป็นยุคหนึ่งที่ดนตรีไทย เจริญรุ่งเรืองมาก ก่อให้เกิดความนิยมในการมีวงดนตรีไทยเพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสาะแสวงหานักดนตรีผู้มีฝีมือเข้ามาร่วมวง ทั้งยังก่อให้เกิดการ สร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีที่หลากหลาย
          ในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องไปถึงพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การอุปถัมภ์ดังกล่าวมักปรากฏอยู่ตามวังของพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น วงวังหน้า ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีครูประจําวงคือพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือ ครูมีแขก) วงวังหลวงในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร มีครูคนสําคัญคือ ครูช้อย สุนทรวาทิน ฯลฯ


“ ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก ”

พระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)


ประชันวงปี่พาทย์
          "วงปี่พาทย์วังบูรพา ใช้เครื่องใหญ่ นักดนตรีล้วนเป็นคนหนุ่มทั้งสิ้น ส่วนวงปี่พาทย์ สมุทรสงครามนั้นใช้เพียงเครื่องคู่และนักดนตรีก็ล้วนเป็นคนแก่ อายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ สักคน แต่เมื่อประชันกันแล้ว ปรากฏว่าบรรดาผู้ฟังต่างเห็นเป็นอย่างเดียวกันหมดว่า ปี่พาทย์ วังบูรพาสู่วงปี่พาทย์จากสมุทรสงครามไม่ได้ มาได้ความภายหลังเขาเลือกนักดนตรีที่ เป็นครูที่มีชื่อเสียงมาทั้งนั้น”

สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ

          การดนตรีเฟื่องฟูมาก ในช่วงรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖ พระบรมมหาราชวังและวัง เจ้านายต่างมีวงดนตรีประจําวัง การฟังดนตรีถือเป็นความสุนทรีของเจ้านาย จึงเกิดการ อุปถัมภ์ครูเพลงที่มีฝีมือให้เข้ามารับราชการในวัง ครูเพลงที่มีความสามารถในยุคสมัยนั้น ได้แก่ วังบางขุนพรหมมีจางวางทั่ว พาทยโกศล วังบูรพามีจางวางศร ศิลปบรรเลง วงเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ่ม มาลากุล) มีพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) การประชันดนตรีทําให้เกิดการศึกษาหาความรู้สืบทอดส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน


ห้องดุริยบรรเลง

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา

วงมโหรีหญิงล้วน

          พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ทรงมีความสนพระทัยด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ชาววังว่าทรงจะเข้ได้เป็นเลิศ จึงโปรดให้พระประยูรญาติและข้าหลวง ฝึกหัดดนตรีด้วยจนสามารถรวมเป็นวงเครื่องสายหญิงล้วนขึ้นได้ เมื่อสมัยที่เสด็จประทับในสวนสุนันทาวงเครื่องสายนี้มักบรรเลงภายในตําหนัก หรือส่งไปช่วยงานตามตําหนักต่างๆ เช่น ในงานวันประสูติ วงเครื่องสายของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา จัดว่าเป็นวงเครื่องสายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดวงหนึ่งในสวนสุนันทา โดยมีครูคนสําคัญคือเจ้าเทพกัญญา (ณ เชียงใหม่) บูรณพิมพ์ ที่มีความเชี่ยวชาญการบรรเลงเครื่องสายไทยทุกชนิด และนักดนตรีข้าหลวงคนสนิท ได้แก่ คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ บรรเลงไวโอลินและซอด้วง คุณบุญผ่อง ซอสามสาย คุณแส ชอว์ คุณแสงแข ซอด้วง คุณแสงไข และคุณเฉลิม บุนนาค เป่าขลุ่ย นับเป็นการผสมผสานวงดนตรีที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น


พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

การอุปถัมภ์ดนตรีไทย
          พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรดา ทรงสนับสนุนให้ข้าหลวงฝึกหัด การดนตรี โดยเชิญครูผู้มีฝีมือเข้ามาสอน ซึ่งเดิมนักดนตรีของพระวิมาดาเธอฯ ทําหน้าที่แต่เพียงกล่อมพระบรรทมหรือขับร้อง บรรเลงขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงว่างจากพระราชกิจ
          เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชวรไข้มาเลเรีย ได้พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง "เงาะป่า" ขึ้น ทรงบอกบทกลอน เหล่านั้นด้วยพระโอษฐ์ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี เป็นเลขานุการจดพระราชทานมายังพระวิมาดาเธอฯ จึงได้มีการบรรเลงถวายจนเป็นที่ชื่นชมโสมนัส
          เมื่อทรงย้ายมาประทับในสวนสุนันทาวงดนตรีพระวิมาดาเธอฯ ยังมีการจัดการฝึกซ้อมกัน ถือเป็นวิชาการหนึ่งของเหล่าบรรดา ข้าหลวง และยามใดที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จมาประทับ ณ สวนสุนันทา ข้าหลวงเก่าจะมาเฝ้าและมาบรรเลงดนตรีถวาย ณ ตําหนักพระวิมาดาเธอฯ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี

วงอังกะลุงหญิง
          พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี โปรดการดนตรี ขับร้อง และละคร ภายหลังจึงทรงจัดตั้งวงอังกะลุง หญิงล้วนในสวนสุนันทา ซึ่งอังกะลุงนี้ถือเป็นของใหม่หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภานุพันธ์วงศ์วรเดช เสด็จกลับ จากประพาสชวา ได้ทรงสั่งเครื่องดนตรี "อุงคะลุง" เข้ามาแต่ทรงปรับเสียงเล่นเป็นวง โดยบรรเลงครั้งแรกในงานกฐินหลวง ณ วัดราชาธิวาส
          ในเรื่องความเป็นศิลปินนี้ เห็นได้จากสายสกุลทางเจ้าจอมมารดามรกฏ บุตรีของพระยามหินทรศักดิ์ธํารง (เพ็ง เพ็ญกุล) ที่มีทั้งคณะละครและดนตรีวงใหญ่ ส่วนพระอนุชาก็มีวงพิณพาทย์ส่วนพระองค์ที่มีชื่อเสียง และจัดว่าเป็นนักประพันธ์ผู้หนึ่ง ที่มีความสามารถยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี ทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ตามสายพระโลหิต