๓๑ มกราคม ๒๔๙๒
พระยาเสนาะดุริยางค์ ครูผู้ใหญ่ประจำวงมโหรีหญิง ของพระวิมาดาเธอ
กรมพระ สุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ถึงแก่อนิจกรรม
พระยาเสนาะดุริยางค์ เป็นบุตรของครูช้อย และนางไผ่ สุนทรวาทิน เกิดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ ณ ตำบลสวนมะลิ ใกล้วัดเทพศิรินทราวาส ได้ฝึกฝนเล่าเรียนวิชาดนตรีจากครูช้อย ผู้เป็นบิดา จนมีความแตกฉาน ต่อมาเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ผู้บัญชาการกรมโขน ตั้งคณะละครขึ้นที่บ้าน จึงได้ขอตัวมาเป็นนักดนตรีในวงปี่พาทย์ของท่าน ซึ่งยิ่งทำให้พระยาเสนาะดุริยางค์ มีความเชี่ยวชาญสันทัดในการขับร้องและดุริยางคศิลป์อีกเป็นอันมาก
พระยาเสนาะดุริยางค์ เริ่มเข้ารับราชการเมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเสนาะดุริยางค์” เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ ในตำแหน่งเจ้ากรมพิณพาทย์หลวง แล้วโปรดเลื่อนเป็น “หลวงเสนาะดุริยางค์” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ในตำแหน่งเดิม ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลื่อนเป็น “พระเสนาะดุริยางค์” รับราชการในกรมมหรสพหลวง และได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา ด้วยความซื่อตรงต่อหน้าที่ราชการ จงรักภักดีในพระมหากษัตริย์ และความสามารถในดุริยางคศิลป์เป็นที่ยิ่ง ท่านจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาเสนาะดุริยางค์” เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘
แม้ภายหลังจะเกษียณอายุราชการแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เรียกเข้ารับราชการต่อไปอีกจนสิ้นรัชกาลจึงได้ออกรับบำนาญ นับได้ว่าเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยยิ่ง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากงานประจำควบคุมฝึกสอน และการบรรเลงในงานพระราชพิธีต่าง ๆ แล้ว ยังโปรดให้เป็นครูสอนดนตรีถวายพระราชวงศ์ฝ่ายใน และ เจ้าจอมในพระบรมมหาราชวังเป็นประจำ
เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้ง มโหรีหญิงวงหลวงขึ้นเป็นวงแรก อยู่ในพระอนุเคราะห์ของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎฯ และได้ทรงพระราชนิพนธ์กลอนบทละครเรื่องเงาะป่าขึ้น เมื่อทรงจบตอนใดก็โปรดให้เจ้าจอมสดับเชิญพระราชนิพนธ์ ตอนนั้นมาให้ท่านพระยาเสนาะดุริยางค์ บรรจุเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ แล้วฝึกสอนวงมโหรีฝ่ายในขับร้องและบรรเลงปี่พาทย์ถวายให้ทรงฟังแต่ละตอน เพื่อทรงพระราชวิจารณ์แก้ไข เป็นอย่างนี้จนทรงพระราชนิพนธ์จบเรื่อง
ในราวปลายรัชกาลที่ ๖ พระยาเสนาะดุริยางค์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ฝึกสอนควบคุมวงมโหรีหญิง ซึ่งมีนางพระกำนัลเป็นนักดนตรี ครั้นเมื่อพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ใกล้จะครบกำหนดมีพระประสูติกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องเพลงปลาทองเตรียมไว้สมโภชพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จึงโปรดให้พระยาเสนาะ ฝึกมโหรีหญิงวงนี้ ไว้บรรเลงถวายเมื่อมีพระประสูติกาล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาเสนาะดุริยางค์ ยังได้สนองพระกรุณาธิคุณฝึกซ้อมมโหรีหญิงที่ตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎฯ ในสวนสุนันทา และบรรเลงถวายทุกคืนวันพุธ ตราบจนเสด็จพระราชดำเนินสู่ประเทศอังกฤษ
นอกจากนี้พระยาเสนาะดุริยางค์ ยังได้รับเชิญเป็นครูของบ้านปี่พาทย์สำคัญ ๒ ตระกูล คือตระกูล ดุริยพันธุ์และตระกูลดุริยประณีต มาเป็นเวลาช้านาน ท่านจึงได้นำนายหน่วงและนายเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ สองพี่น้องซึ่งเป็นศิษย์ฝีมือเยี่ยมเข้ารับราชการ ในวงปี่พาทย์หลวงในรัชกาลที่ ๗ อีกด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อกรมศิลปากรบันทึกโน้ตเพลงไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก็ได้เชิญพระยาเสนาะดุริยางค์ เป็นผู้บอกเพลงและท่านได้เป็นกรรมการของราชบัณฑิตยสถานอยู่จนตลอดชีวิต
พระยาเสนาะดุริยางค์ เกิดมาเพื่อดนตรี อยู่กับดนตรี และสิ้นชีวิตลงด้วยความรักใคร่ห่วงใยในดนตรียิ่งนัก ครูสอน วงฆ้อง เล่าว่า เมื่อท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ก่อนจะสิ้นลมยังเรียกครูสอนเข้าไปหา และพยายามร้องทำนองเชิดฝรั่ง เพื่อให้ครูสอนจดจำไว้ให้ได้ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ บ้านเลขที่ ๑๕๖๑ หน้าโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จังหวัดธนบุรี สิริอายุได้ ๘๓ ปี
แหล่งที่มา - พิชิต ชัยเสรี (เรียบเรียงจาก บทความเรื่อง พระยาเสนาะดุริยางค์ ของคุณหญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา คำบอกเล่าของอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน คำบอกเล่าของ ครูสอน วงฆ้อง และคำบอกเล่าของ ครูมี ทรัพย์เย็น)
